head-bankaotonmaka-min
วันที่ 8 ธันวาคม 2021 9:56 AM
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนบ้านเก่าต้นมะค่า
โรงเรียนบ้านเก่าต้นมะค่า
หน้าหลัก » นานาสาระ » ปฏิจจสมุปบาท คืออะไรและมีความหมายว่าอย่างไรตามหลักพุทธศาสนา

ปฏิจจสมุปบาท คืออะไรและมีความหมายว่าอย่างไรตามหลักพุทธศาสนา

อัพเดทวันที่ 20 มกราคม 2021

ปฏิจจสมุปบาท สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้

ปฏิจจสมุปบาท เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว ทรงกำหนดอยู่ในสมาธิหนึ่งสัปดาห์ หลังจากนั้นทรงพิจารณา “ปฏิจจสมุปบาท” ที่ได้ทรงตรัสรู้เป็นเวลาสามยาม 

ยามที่หนึ่งทรงพิจารณาตามลำดับขั้นตอนแห่งเหตุปัจจัย ในการเกิดขึ้นของสภาวะธรรมที่เรียกว่าทุกข์ เมื่อธรรมทั้งหลายแจ่มแจ้งก็สิ้นสงสัย เพราะรู้และเข้าใจทุกข์และเหตุปัจจัย นี่คือ ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายขั้นตอนที่ทำให้เกิดทุกข์ที่เรียกว่าสมุทัย

ยามที่สองทรงพิจารณาย้อนลำดับขั้นตอนของการดับไปแห่งทุกข์ เมื่อธรรมทั้งหลายแจ่มแจ้งก็สิ้นสงสัย เพราะรู้แจ้งสภาวะที่สิ้นเหตุปัจจัย นี่คือปฏิจจสมุปบาทฝ่ายกระบวนการดับทุกข์ที่เรียกว่านิโรธ 

ยามที่สามทรงพิจารณาตามลำดับและย้อนลำดับทั้งขั้นตอนการเกิดขึ้นและการดับไปแห่งเหตุปัจจัยในการก่อให้เกิดทุกข์ เมื่อธรรมทั้งหลายแจ่มแจ้ง ก็เปรียบได้เห็นแสงสว่างอันเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ สรุปได้ว่าเมื่อทรงตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาทจึงเป็นพระพุทธเจ้า

ปฏิจจสมุปบาทคือกฏธรรมชาติแห่งปัจจยาการ

ปฏิจจสมุปบาทหมายความว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมีปัจจัยที่เกิดต่อเนื่องตามกันมาหรือเป็นอาการของความเป็นไปตามปัจจัยเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ปัจจยาการ”            ปฏิจจสมุปบาทบางครั้งก็เรียกโดยรวมว่า “อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท” ดังที่ว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับไป” 

กระบวนการเป็นไปตามเหตุปัจจัยนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เป็นไปตามกฏของธรรมชาติซึ่งครอบคลุมทุกอย่างทั้งรูปธรรมและนามธรรม โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าหรือศาสดาใดๆ ดังพุทธพจน์ที่ว่า “คถาคตจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม อิทัปปัจจยตาก็ยังคงอยู่” 

การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าคือการนำกฏธรรมชาติที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทมาแสดงให้รู้ถึงปัจจยาการของการเกิดทุกข์และการดับไปของทุกข์ของชีวิตมนุษย์ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ใก้ลตัวที่สุดและยังสามารถขยายออกไปได้กว้างไกลไม่สิ้นสุดด้วยกฏธรรมชาติอันเดียวกัน 

คำว่าธรรมนั้นมีความหมายรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรม บางครั้งก็เรียกว่าสภาวะซึ่งเป็นการสื่อตรงไปที่ความหมายที่ต้องการกว่า คำว่าสภาวะหมายความว่าสิ่งที่มีภาวะของตัวเองหรือมีอยู่ตามธรรมดาของมันที่มีที่เกิดที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย แต่อย่างไรก็ตามคำว่าธรรมก็ยังเป็นคำที่ใช้กันมากที่สุด โดยเมื่อธรรมมีความหมายรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างจึงถูกจัดให้แยกออกมาเป็นรูปธรรมและนามธรรม

ปฏิจจสมุปบาท

มีการแยกความหมายของธรรมอีกแบบหนึ่ง โดยแบ่งออกเป็น  “สังขตธรรม” คือสิ่งหรือสภาวะที่ปัจจัยสร้างขึ้นหรือปรุงแต่งขึ้นหรือสิ่งที่เป็นไปตามปัจจยาการ  ส่วน “อสังขตธรรม” คือสิ่งหรือสภาวะที่ไม่ถูกปัจจัยสร้างขึ้นหรือปรุงแต่งขึ้น สิ่งนั้นมีสภาวะเดียวคือสภาวะที่สิ้นปัจจัยหรือ”ปัจจยักขัย”  อสังขตธรรมคือสภาวะที่เรียกว่านิพพานนั่นเอง สังขตธรรมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สังขาร” ดังนั้นอสังขตธรรมจึงมีชื่อเรียกว่า “วิสังขาร” อันหมายความว่าพ้นไปจากสังขารคือไม่มีปัจจัยปรุงแต่งอีกต่อไป

คำว่าสังขารยังมีความหมายในเชิงนามธรรมอันเป็นส่วนประกอบอยู่ในชีวิตของคนและเป็นที่รวมของสภาวะทั้งที่ดีและที่ร้ายในจิตใจอันมีเจตนาเป็นตัวนำทำหน้าที่ปรุงแต่งความคิดและพฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์ หมายถึงปรุงแต่งจิตใจ ความคิด คำพูด การกระทำ ที่เรียกโดยรวมว่ากรรม สังขารอันเป็นที่รวมของส่วนประกอบในชีวิตมนุษย์นี้บางทีก็เรียกว่า “ขันธ์”

ชีวิตของมนุษย์จึงเป็นที่รวมขององค์ประกอบทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมที่เรียกกันโดยรวมว่าขันธ์ 5 หรือ “เบญจขันธ์” อันประกอบด้วย รูปขันธ์หนึ่ง และนามขันธ์สี่ ได้แก่

“รูปขันธ์” คือกายอันเกิดจากการรวมกันของกองรูปธรรมต่างๆ

“เวทนาขันธ์” คือความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ 

“สัญญาขันธ์” คือการประมวลบรรดาข้อมูลทั้งหมดที่เก็บไว้เป็นความทรงจำ

“สังขารขันธ์” คือความดี ความชั่วและบรรดาคุณสมบัติที่ประกอบกันเป็นเจตนาในทางกาย วาจาและใจ

“วิญญาณขันธ์” คือพื้นความรู้ที่ทำให้นามขันธ์ทั้งหลายทำงานได้ อันประกอบด้วย การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การรู้สัมผัสกายและการรู้เรื่องในใจ

ขันธ์ 5 คือสภาวะธรรมที่เกิด ที่มี ที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยในปัจจยาการของชีวิต และด้วยสังขารขันธ์ที่เป็นนามธรรมซึ่งปรุงแต่งอยู่ในใจมนุษย์นี่แหละ คนจึงรู้จักคิด รู้จักพูดและกระทำต่างๆ ต่อสังขารทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในโลกในจักรวาลทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมอันเป็นสังขตธรรม 

การเกิด การมี และการเป็นของสังคมมนุษย์ ที่มีความเจริญ ความเสื่อม ความวิบัติหรือพัฒนาไปตามยุคสมัย การปฏิบัติกับทุกสิ่งทั้งที่เป็นธรรมชาติและเป็นวัตถุ ทั้งที่เป็นไปในทางสร้างสรรหรือทำลายล้างที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์นั้น ล้วนเกิดจากการขับเคลื่อนของสังขารขันธ์ที่ทำให้เกิดความคิด คำพูดและการกระทำ ดังนั้นการพัฒนามนุษย์คือการพัฒนาที่มีศูนย์รวมอยู่ที่สังขารขันธ์ในมนุษย์นั่นเอง โดยจะต้องใช้ปัญญาที่บริสุทธิ์เป็นตัวนำในการพัฒนา

อวิชชาเป็นจุดเริ่มต้นของปัจจยาการของสังขารของมนุษย์ อวิชชาคือความไม่มีวิชชา ไม่รู้แจ้ง ไม่รู้ความจริงแท้ ดังนั้นมนุษย์จึงจะต้องใช้ปัญญาตั้งแต่เมื่ออยู่ที่จุดเริ่มต้นของปัจจยาการเพื่อลดละอวิชชาและพัฒนาปัญญาเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นวิชชาและเกิดสัมมาทิฏฐิขึ้นมา ปัญญาที่อยู่ในสังขารขันธ์จะเป็นเครื่องช่วยปรับแก้ชี้นำและขยายวิสัยในการคิด การพูด และการกระทำที่มีเจตนานำหน้าให้ทำกุศลกรรมและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเองและแก่โลก

เจตนาจึงเป็นตัวนำของกองสังขารทั้งหมดที่จะแสดงออกมาอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับกำลังในฝ่ายดีคือปัญญาหรือกำลังในฝ่ายร้ายคืออวิชชาที่จะมามีอำนาจในการกำกับเจตนานั้น ปัญญาจึงเป็นสังขารตัวที่สำคัญที่สุดที่จะเป็นตัวชี้นำเจตนา เมื่อปัญญามีพัฒนาการจนถึงขั้นการรู้แจ่มแจ้งแล้วเจตนาก็จะทำหน้าที่เพียงสนองงานของปัญญา โดยไม่ต้องเลือกหรือตัดสินใจเองหมายถึงมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา และเมื่ออวิชชาสลายหายไปหมดเหลือแต่วิชชา ก็จักสลายวงจรของปัจจยาการเหลือแต่เพียงปัจจยักขัยคือมาถึงจุดสูงสุดของการพัฒนามนุษย์

ดังนั้นสังขารของมนุษย์นี้จึงมีองค์ประกอบที่ครบถ้วนทั้งทางด้านรูปธรรมและนามธรรม ในการพัฒนาให้ไปถึงจุดสูงสุดโดยการรู้แจ้งในปัจจยาการของชีวิตมนุษย์และจะเป็นการรู้แจ้งในธรรมชาติทั้งหมดไปพร้อมกันด้วย ตลอดไปจนถึงความเป็นไปของสังคมสืบเนื่องจากปัจจยาการของชีวิตในแดนของธรรมชาติด้วย

 

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

นานาสาระ ล่าสุด
โรงเรียนบ้านเก่าต้นมะค่า
โรงเรียนบ้านเก่าต้นมะค่า
โรงเรียนบ้านเก่าต้นมะค่า
โรงเรียนบ้านเก่าต้นมะค่า