head-bankaotonmaka-min
วันที่ 8 ธันวาคม 2021 9:55 AM
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนบ้านเก่าต้นมะค่า
โรงเรียนบ้านเก่าต้นมะค่า
หน้าหลัก » นานาสาระ » พ่ออยากเป็นนักร้อง กับความฝันของพ่อที่กำลังจะหายไป

พ่ออยากเป็นนักร้อง กับความฝันของพ่อที่กำลังจะหายไป

อัพเดทวันที่ 1 ธันวาคม 2020

พ่ออยากเป็นนักร้อง กับความฝันของพ่อที่ได้เล่าให้กับฉันฟัง

พ่ออยากเป็นนักร้อง คนเราเกิดมาแม้จะเกิดมาในสภาพแวดล้อม หรือครอบครัว รวมถึงสังคมที่หล่อหลอมพวกเขาออกมาได้แตกต่างกันมากสักแค่ไหนก็ตามก็ไม่ได้ทำให้ใครคนนั้นกลายเป็นคนที่ไม่มีความฝันได้ การใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความฝัน คนเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนเรานั้นเกิดมาเพื่ออะไร บางคนก็บอกว่าเราเกิดมา

เพื่อชดใช้กรรมของตนเองในอดีตชาติ บางคนก็บอกว่าเราเกิดมาเพื่อเสพสมความสุขของตัวเอง หรือเราเกิดมาเพื่อทำให้โลกนี้ดีขึ้น จนถึงตอนนี้โลกก็กำเนิดมาได้เกือบ 5000 ล้านปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถบอกได้แน่ชัดว่าเหตุผลที่เราเกิดมาคืออะไรกันแน่ แต่สำหรับฉันฉันว่าการที่เรามัวแต่ตามหาเหตุผลข้อนั้น

มันเป็นการใช้เวลาชีวิตของเราได้อย่างสูญเปล่ามาก เพราะถึงรู้ไปก็ใช่ว่าเราจะยอมใช้ชีวิตเพื่อสิ่งนั้นเสียเมื่อไร เราทุกคนมีความคิดเป็นของตนเอง พวกเรามีความฝันเป็นของกันเองทั้งสิ้น ไม่มีใครอยากจะให้ใครมาขีดเส้นชะตาชีวิตให้แก่ตนเองอย่างแน่นอนเพราะนั่นเป็นเรื่องที่เลวร้าย บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การหา

ความหมายของชีวิตแต่กลับกลายเป็นการพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่างให้ชีวิตของคนเรานั้นมีความหมายขึ้นมาต่างหากที่สำคัญกว่า มีคนเคยบอกฉันว่าความจริงแล้วคนเราสามารถตายได้ 2 ครั้ง ครั้งแรกคือการตายจากร่างของตนเอง คือ ร่างเราไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ต่อได้อีก เราไม่เหลือลมหายใจแล้ว และตายครั้งที่สอง

คือการที่เราตายไปจากความทรงจำของใครบางคน แบบนั้นแล้วเราสามารถเห็นคนที่ไม่เคยตายจากใจเรา แม้ว่าร่างเขาจะไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว หรือคนที่ยังอยู่บนโลกใช้ชีวิตอยู่ แต่ได้ตายไปจากใจของเรา ก็ได้เช่นเดียวกัน รู้ไหมว่าการที่ใครก็ตามใช้ชีวิตของพวกเขาแบบให้ผ่านไปในแต่ละวันโดยไม่มีจุดหมายหรือความฝัน

แบบนั้นมันเหมือนกับฝันร้ายเลย มันเหมือนการนับเวลาถอยหลังเรื่อยๆ จนรอวันที่จะไม่ได้มีโอกาสนับอีกต่อไป การทำแบบนั้นคงไม่ต่างอะไรกับร่างที่ไร้ความหวัง ความฝันและความคิดเลย พ่อของฉันคอยย้ำเตือนให้ฉันได้ตระหนักถึงความสำคัญของความฝันมาโดยตลอด แน่นอนว่าไม่ใช่เป็นการฝันกลางวันที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริงหรอกนะ

แต่เป็นความฝันที่จะทำให้เราได้มีโอกาสพบเจออะไรใหม่ๆอยู่เสมอต่างหาก พ่อของฉันทำงานเป็นนักเขียนนิทานเด็ก เขาทำงานอยู่ที่บ้าน ส่วนแม่ของเรานั้นเป็นทหารเรือ ฟังดูแล้วน่าแปลกว่าไหม แต่ฉันนั้นอาศัยอยู่กับพี่ชายอีกคนหนึ่งและพ่อ ตั้งแต่เด็กโดยที่ไม่ค่อยเห็นหน้าแม่สักเท่าไร การที่เติบโตมาท่ามกลางผู้ชายไม่ได้ทำ

ให้ฉันรู้สึกผิดแปลกแต่อย่างใด อีกทั้งฉันยังชอบการเติบโตแบบเด็กผู้ชายมากกว่าเพราะมันเต็มไปด้วยเรื่องสนุกสนานและน่าตื่นเต้นอยู่ตลอด พ่อและพี่ชายของฉันสอนเกี่ยวกับธรรมชาติให้ฉันมากมาย ตอนนี้พี่ชายของฉันก็อายุได้ 15 ปีแล้ว เขาบอกว่าเขากำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น และกำลังมีหลายอย่างที่เปลี่ยนไป ตอนได้ยินครั้งแรก

พ่ออยากเป็นนักร้อง

ฉันไม่อยากให้เขาเปลี่ยนไปเลย การเปลี่ยนแปลงมันเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของเราเสมอ บางครั้งฉันก็เกลียดและกลัวการเปลี่ยนแปลงมาก แต่เขาสอนฉันว่าอย่างไรฉันก็ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด และเมื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เดินทางมาถึง ก็ขอให้ฉันทำจิตใจให้เข้มแข็งและผ่านมันไปให้ได้อย่างกล้าหาญ

พวกเรามักใช้เวลาว่างจากการทำงานมาแลกเปลี่ยนพูดคุยเกี่ยวกับแผนการในอนาคต พ่อเล่าว่าตอนนี้ อยากเป็นศิลปิน หนังสือนิทานของเขาขายได้ดีและได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก ๆ ทำให้เขาคิดจะเขียนเพิ่มอีกเรื่อยๆเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัวของเรามากขึ้น ส่วนพี่ชายของฉันเขาบอกว่าเขาอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงก้องโลก

แม้ว่าตอนนี้สิ่งประดิษฐ์ของเขามันจะยังไม่ประสบความสำเร็จดังใจนึก แต่เขาก็พร้อมที่จะพัฒนาฝีมือและความคิดของตนเองอย่างไม่ย่อท้อ เราตบบ่าเชิงให้กำลังใจเขา ส่วนฉัน ฉันเล่าให้พวกเขาฟังว่าฉันอยากเป็นนักดนตรีที่คอยมอบความสุขให้กับทุกคน ฉันไม่ได้ต้องการเงินทอง หรือการได้รับชื่อเสียงยกย่องใดๆ

ขอเพียงเสียงปรบมือจากผู้ชมที่น่ารักและรอยยิ้มของพวกเขาก็คงทำให้ฉันยิ้มไม่หุบไปทั้งวันแล้ว พ่อและพี่ชายต่างให้กำลังใจฉันเช่นกัน พี่ชายและฉันต่างรู้ดีว่าพ่อของฉันนั้นชอบร้องเพลงมาก เขาร้องเพลงได้ดีมากๆ จนน่าทึง แปลกใจว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมผันตัวเองไปเป็นนักร้องมืออาชีพ แต่เมื่อถามถึงเรื่องร้องเพลงทีไรเขา

ก็มักจะบอกปัดและเปลี่ยนเรื่องคุยตลอด จนพักหลังมานี่เขาไม่ยอมร้องเพลงเหมือนเช่นเคย ทำให้คืนหนึ่งระหว่างที่เรานั่งผิงไฟร่วมกัน วันนี้อากาศหนาวมาก ฉันบอกให้เขาช่วยร้องเพลงให้หน่อย แต่เขาก็ไม่ได้ร้องออกมาเลย ฉันและพี่ชายมองหน้ากัน อยากจะถามเขาว่าเขาเป็นอะไรหรือเปล่าแต่ก็ไม่กล้า แต่ความอัดอั้นตันใจของ

พี่ชายก็ทำให้เขาตัดสินใจถามโผล่งออกไป พ่อยิ้ม และบอกว่าเขามีเรื่องเครียดนิดหน่อย พอถามก็พบว่าที่แท้แล้วเขากำลังป่วยเป็นโรคหัวใจ เขาพบหมอเมื่อหลายเดือนก่อนแต่ไม่อยากบอกความจริงให้พวกลูกๆได้รู้ เขาไม่สามารถทำงานหนักได้เหมือนเมื่อก่อน และทำให้เขาไม่มีจิตใจที่อยากจะร้องเพลงอีกเพราะเขากำลังทุกข์

เมื่อฉันและพี่ชายได้รู้ความจริงเข้าก็เลยเข้าไปกอดเขาเอาไว้ และเสนอว่าจะขอสานฝันที่พ่ออยากเป็นนักร้องให้เป็นจริง หลายวันต่อมาพี่ชายและฉันเดินทางเข้าไปในตัวเมือง ติดต่อกับหน่วยอาสาสร้างความสุขว่าอยากให้พ่อได้เป็นนักร้อง ร้องเพลงขับกล่อมให้คนที่ป่วยในโรงพยาบาล และพวกเขาก็ต้อนรับเราเข้าสู่หน่วย

ของจิตอาสาด้วยความเต็มใจ ตอนแรกพ่อก็ไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลยว่าจะทำได้ เพราะตามจริงเขาเป็นคนที่ค่อนข้างขี้อายแต่เมื่อเห็นใบหน้าของผู้ชมพ่อก็ร้องเพลงออกมาได้อย่างไพเราะและเมื่อบทเพลงนั้นจบ เสียงปรบมือเกรียวกราวก็ดังสนั่นขึ้น ทุกคนชอบที่พ่อร้องเพลงมาก

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

นานาสาระ ล่าสุด
โรงเรียนบ้านเก่าต้นมะค่า
โรงเรียนบ้านเก่าต้นมะค่า
โรงเรียนบ้านเก่าต้นมะค่า
โรงเรียนบ้านเก่าต้นมะค่า